ที่ปรึกษา iso14000      

Productivity – ผลิตภาพ และการเพิ่มผลผลิต

 
  กลับหน้าระบบบริหาร          
 

          เรื่องของการเพิ่มผลผลิตใครๆก็เรียกหา เพราะมันเป็นวิธีการที่จะทำให้องค์กรสามารถยืนอยู่แนวหน้าได้ เมื่อพูดถึง Productivity หลายคนอาจมอง
ไปที่ภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก เพราะภาคอุตสาหกรรมนั้นมีผลผลิตที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้ คือมีสินค้าที่เป็นตัวเป็นตนให้เห็น ผิดกับงานบริการที่หมายถึง
ทั้งภาคเอกชนและภาครัฐที่อาจมองเนื้องานไม่เห็น ยิ่งเป็นงานบริการที่จับต้องไม่ได้ ยิ่งทำให้มองไม่ออก และยิ่งเป็นหน่วยงานภาครัฐนอกจากจะมองไม่
ออกแล้ว อาจจะคิดไม่ออกว่าจะเพิ่มผลผลิตไปทำไม

          อย่าได้เข้าใจผิดครับ ไม่มีใครทำงานแล้วไม่มีผลงานออกมา มีทั้งนั้นอยู่ที่ว่าจะจับต้องได้แค่ใหน หรือจะมองออกได้แค่ใหน ถึงแม้งานบริการจะไม่มี
ชิ้นงานให้จับต้องได้ แต่ผลผลิตในที่นี้ก็ไม่ได้หมายความถึงจำนวนของงานที่ทำออกมาเพียงอย่างเดียว ยังมีปัจจัยอีกหลายอย่างที่ก่อตัวกันขึ้นมาเป็น
ผลผลิต และคุณก็มีหน้าที่ที่จะต้องไปเพิ่มตรงนั้นมันจึงจะทำให้งานของคุณมีคุณค่าเพิ่มขึ้นได้ สำหรับภาครัฐนั้นอาจจะมองว่าไม่ได้ไปแข่งกับใคร ผมว่าไม่
จริง ภาครัฐที่หน่วยงานแม่มีหน่วยงานลูกที่ทำงานเหมือนๆกันกระจายอยู่ทั่วประเทศ ผู้บริหารที่ส่วนกลางจะต้องมีสายตาที่มองให้ออกว่า หน่วยงานเหล่านั้นยพน1
จะต้องมีการแข่งขันกัน และท่านมีหน้าที่ที่จะต้องทำให้เกิดการแข่งขันเพื่อพัฒนาองค์กรของท่านเอง จะเอาแต่ทำงานประจำ
ไปวันๆ ใครๆก็เป็นผู้บริหารแบบนั้นได้ มันไม่ได้สร้างความแตกต่าง (Difference) ให้เกิดขึ้นเลย

          เรื่องของ Productivity นั้นมีมานาน หากจะท้าวความไปก็เห็นชัดๆกันตั้งแต่ท่านเฟรดเดอริค ดับเบิ้ลยู  เทย์เลอร์ (F. W. Taylor) ปรมาจารย์ที่ได้ชื่อ ว่าเป็นบิดาแห่งการบริหารจัดการเชิงวิทยาศาสตร์ แต่เดี๋ยวนี้การบริหารจัดการแบบนี้ค่อนข้าง
จะจืดจางไปมากเพราะยุคสมัยมันเปลี่ยนไป ในสมัยท่านเทย์เลอร์นั้นเป็นยุคอุตสาหกรรม การบริหารแบบนั้นก็เหมาะ แต่พอมา
ถึงยุคสารสนเทศในปัจจุบันก็เริ่มล้าสมัย แต่อย่างไรก็ตามผลงานของท่านจัดเป็นการบริหารที่เกี่ยวข้องกับ Productivity
โดยตรง

          ตามความหมายของศัพท์จริงๆนั้น ลองมาดูตามพจนานุกรม Oxford Advance Learner ท่านพูดไว้ว่า “Productivity is the rate at which a
worker, a company, or a a country produces goods, and the amount produced, compared with how much time, work and money is need
to produce them.” แปลได้ว่า “คือ อัตราที่คนงานคนหนึ่ง หรือบริษัทหนึ่ง หรือประเทศหนึ่งผลิตสินค้า และเป็นปริมาณที่ผลิตเทียบกับเวลา แรงงาน และ
เงินที่ใช้ในการผลิต”

          มาดูนิยามของภาษาอังกฤษอีกแหล่งหนึ่งให้ความหมายของ Productivity ไว้ว่า “the amount of output per unit input” แปลง่ายๆว่า “ปริมาณ
ของ output ต่อ 1 หน่วย input”

          มาดูพจนานุกรมไทย ท่านแปลคำนี้ว่า “อัตราการผลิต สมรรถนะในการผลิต”

          ทั้งสองแหล่งให้ความหมายของคำคำนี้ว่าเป็นอัตรา ซึ่งก็หมายถึงอัตราส่วนนั่นเอง มาดูอีกแหล่งหนึ่งคือพจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ ของ ราช
บัณฑิตสถาน ให้ความหมาย และคำแปลของ productivity ไว้ โดยใช้คำไทยว่า “ผลิตภาพ” หมายถึง จำนวนผลผลิตสินค้าหรือบริการต่อปัจจัยการผลิตที่
ยพน2ใช้ในการผลิตของหน่วยการผลิตอุตสาหกรรม หรือประเทศ ผลิตภาพสามารถจำแนกตามประเภทของปัจจัยการผลิต เช่น

- ผลิตภาพแรงงาน (labour productivity) คือจำนวนผลผลิตต่อแรงงาน 1 คน หรือต่อ 1 ชั่วโมงของการทำงาน
- ผลิตภาพทุน (capital productivity) คือจำนวนผลผลิตต่อเงินทุน 1 หน่วย
- ผลิตภาพการผลิตรวม (total factor productivity) คือการเพิ่มขึ้นของผลผลิตที่เกิดจากปัจจัยอื่นนอกเหนือจากปัจจัยการผลิตที่ใช้   เช่น การพัฒนาทาง เทคโนโลยี การปรับปรุงการบริหาร และการพัฒนาคุณภาพของแรงงาน

          ขอสรุปเอาง่ายๆเพื่อให้ได้ใจความว่า Productivity หรือ ผลิตภาพคือ “อัตราการผลิต หรือสมรรถนะในการผลิต ที่สามารถวัด
ได้จากอัตราส่วน ระหว่าง Input (สิ่งป้อนเข้า) กับ Output (ผลที่ได้)”

          โดยทั่วไป Productivity สามารถหาได้จากสูตร

Productivity = Output / Input   หรือ ผลิตภาพ = ผลที่ได้ / สิ่งป้อนเข้า    ……. สมการที่ 1

          จากสูตรนี้พูดง่ายๆก็คือว่า นำ output มาเทียบกับ input จึงสามารถทำการเปรียบเทียบผลผลิตให้เห็นได้

สมมุติว่าโรงงาน ก ผลิตสินค้า A ได้ 2000 ชิ้นต่อวัน โดยใช้คน 250 คน เพราะฉะนั้น Productivity ในการผลิตของสินค้า A ของโรงงาน ก เท่ากับ      2000 / 250 = 8.0
สมมุติอีกว่า โรงงาน ข ผลิตสินค้า A ได้ 8500 ชิ้นต่อวัน โดยใช้คน 1500 คน Productivity ในการผลิตของสินค้า A ของโรงงาน ข  เท่ากับ               8500 / 1500 = 5.67

          เห็นได้ว่า โรงงาน ก มี Productivity สูงกว่า โรงงาน ข แม้ “ผลผลิต” ซึ่งก็คือผลที่ได้จากการผลิตของโรงงาน ข จะมากกว่าโรงงาน ก ก็ตาม ดังนั้น
คำว่า Productivity จะมามองกันที่ผลผลิตอย่างเดียวไม่ได้ และจะพูดกว่า Productivity คือการเพิ่มผลผลิตก็ไม่ได้เหมือนกัน หรือจะพูดว่าการเพิ่ม
Productivity ก็คือการเพิ่มผลผลิตก็ไม่แน่เสมอไป ดูอย่างโรงงงาน ก เป็นต้นที่มี Productivity มากกว่า แต่ผลผลิตน้อยกว่า

          ดังนั้นเมื่อคุณจะพูดถึง Productivity ก็เป็นการพูดถึงอัตราส่วนของ output กับ input เท่านั้น หรือเป็นการพูดถึงสมรรถนะในการผลิต หรือเป็น
ประสิทธิภาพในการผลิต โดยมีเรื่องของผลผลิตเป็นส่วนหนึ่งในนี้ Productivity จึงเป็น “ตัวชี้วัด” ของสมรรถนะ หรือประสิทธิภาพ ของการผลิตนั้นๆ

          ตัวชี้วัดนี้สามารถแสดงได้ในหลายๆรูปแบบ แล้วแต่ว่าอยากจะวัดอะไร เช่น ยอดขาย / ต้นทุนรวม หรือ ยอดขาย / ค่าแรง หรือ ปริมาณการผลิต / pro3
ค่าแรง หรือ จำนวนที่ผลิตได้ / เวลาที่ใช้ไป หรือ อะไรต่ออะไรที่คุณอยากจะวัดมันออกมา

          โดยทั่วไปแล้วสิ่งที่เรามองเห็นจาก output ของการผลิต หรือกระบวนการ จะประกอบด้วยชุดของปัจจัยที่เราคุ้นเคยกันเป็น
อย่างดีคือ PQCDSME

โดยที่ P คือ Product หรือ Service หรือ ผลิตภัณฑ์ หรือการบริการ
Q คือ Quality หรือ คุณภาพ
C คือ Cost หรือ ต้นทุน
D คือ Delivery หรือ เวลาที่ใช้ในการส่งมอบ
S คือ Safety หรือ ความปลอดภัย
M คือ Moral หรือ ขวัญและกำลังใจของพนักงาน
E คือ Environment หรือ สิ่งแวดล้อม

          ส่วนทางด้าน input มันก็คือ ทรัพยากรที่เราใส่เข้าไปในการผลิต หรือ กระบวนการ ซึ่งก็คือ 4M

Man หรือ คน
Machine หรือ เครื่องจักร
Method หรือ วิธีการ
Material หรือ วัสดุอุปกรณ์

          ดังนั้นคุณจึงเคยอาจจะเห็นสมการว่า

Productivity = PQCDSME / 4M  ……..  สมการที่ 2

          และอย่าเผลอพาซื่อไปจับเอาปัจจัยทั้งหมดมาหารกันล่ะ ยุ่งตายเลย แต่ก็อาจจะทำได้ครับ โดยคุณต้องแปลงมันออกมาเป็นหน่วยนับเดียวกัน
เสียก่อน ก็ยากเอาการเช่นกัน และไม่รู้ว่าจะได้อะไรออกมา เอาเป็นว่าสูตรนี้เขามีให้ดูว่าอะไรเป็นอะไรเท่านั้นดีกว่า

          สิ่งที่น่าสนใจของเรื่องนี้ก็คือ การเพิ่ม Productivity ครับ ปัญหามันอยู่ที่ว่า จะทำอย่างไรจึงจะเพิ่มอัตราส่วนนี้ได้ และจะวัดมันได้อย่างไร ประเด็นมัน
จึงมุ่งตรงไปที่ สมการที่ 1 และ สมการที่ 2 นี่เองก็จะหาคำตอบนี้ได้

          สำหรับสมการที่ 1 เป็นภาพที่แคบ มองคร่าวๆคุณสามารถเพิ่มผลผลิตของคุณได้ 5 ทางคือ

1 เพิ่ม output ลด input
2 เพิ่ม output คงที่ input
3 เพิ่ม output เพิ่ม input โดยอัตราการเพิ่มของ output มากกว่า input
4 คงที่ output ลด input
5 ลด output ลด input โดยอัตราการลดของ output น้อยกว่า input

pro4          หากดัชนีที่คุณวัดออกมาได้มาจากประเด็นใดประเด็นหนึ่งในนี้ก็เท่ากับคุณสามารถเพิ่ม Productivity ได้ ดัชนีเหล่านี้จะเป็น
อะไรก็ได้ที่เอาหารกันและควรจะเป็น 1 ต่อ 1 เช่น ปริมาณที่ผลิต ต่อ ต้นทุนวัตถุดิบ เป็นต้น

          เมื่อพิจารณาจากสมการที่ 2 คุณก็ต้องมาดูเป็นตัวๆไป

ทางด้าน output
P คือ Product หรือ Service หรือ ผลิตภัณฑ์ หรือการบริการ ต้องเพิ่ม
Q คือ Quality หรือ คุณภาพ ต้องเพิ่ม
C คือ Cost หรือ ต้นทุน ต้องลด
D คือ Delivery หรือ เวลาที่ใช้ในการส่งมอบ ต้องลด
S คือ Safety หรือ ความปลอดภัย ต้องเพิ่ม
M คือ Moral หรือ ขวัญและกำลังใจของพนักงาน ต้องเพิ่ม
E คือ Environment หรือ สิ่งแวดล้อม ต้องลดการทำลาย หรือเพิ่มสิ่งแวดล้อมที่ดี

          ทางด้าน input คือ Man/Machine/Method/Material ต้องลด หรือคงไว้ แต่เพิ่มความสามารถ ในการทำงานจริงก็ต้องดูเป็นตัวๆไป

          ในการที่คุณจะเพิ่ม หรือลดสิ่งต่างๆเหล่านี้ได้มันต้องใช้เครื่องมือ ที่ทำๆกันอยู่ก็อาศัยเครื่องมือที่เป็นญี่ปุ่นล้วนๆ หรือของฝรั่งล้วนๆ หรือญี่ปุ่นปนฝรั่ง
เวลาใช้เครื่องมือก็ต้องใช้ให้เป็น ไม่ใช่ทำกันซ้ำซ้อน จะใช้ค้อนไปตอกตะปูก็ใช้ไป จะใช้คีมไปดึงอะไรก็ใช้ไป ไม่ใช่ใช้ทั้งค้อน และคีมไปตอกตะปูให้มั่วไป
หมด

          เครื่องมือที่เขามีการแนะนำกันไว้ก็เช่น 5ส - ไคเซ็น - IE – QC – กิจกรรมเสนอแนะ – QCC – TQC – JIT – TPM  ชุดนี้ก็คือญี่ปุ่นล้วนๆ แต่ถ้าเป็น
ผมจะแนะนำชุดแบบนี้ผมไม่พูดให้ยาวหรอกครับ ใช้ระบบลีน ตัวเดียวมันครบหมดแล้ว ที่ยกมานั้นมันมีอะไรที่ซ้ำๆกันอยู่เยอะ ดูแล้วอาจงง ใช้ไม่ถูก
อย่างเช่น QCC กับ TQC เป็นต้น

          สำหรับผมนั้นผมจะใช้ญี่ปุ่นปนฝรั่ง

- 5ส เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี
- QCC – CFA (หรือ Six Sigma)  – กิจกรรมเสนอแนะ – SPC – Seven Waste  เป็นจุดตามมาที่ใช้ได้ วิ่งไปพร้อมๆกันได้
- วางระบบ Preventive Maintenance หรือการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน
- วางแค่นี้แล้ว เข้าหา TQM เลย คุณจะทำ TQM เต็มตัว ตามเก็บเศษที่เหลือ หรือจะจับบางประด็นมาใช้ก็ได้ หรือคุณจะใช้ TQA เป็นแนวทางก็ได้

          ขอเตือนไว้ว่า ระบบ หรือเครื่องมือแบบนี้จะ work กับองค์กรที่มีผู้บริหารที่มีใจ และ จริงใจกับมันเท่านั้น ถ้าไม่มีใจ และไม่จริงใจ พวกมันก็จะไม่
จริงใจกับคุณเหมือนกัน แล้วมันก็จะหนีจากคุณไปอย่างรวดเร็ว แต่ผู้บริหารแบบนี้เขาก็ไม่แคร์อยู่แล้ว เพราะไม่จริงใจมาตั้งแต่แรก ระบบแบบนี้เหมาะกับผู้ที่
ต้องการจะพัฒนาตัวเองอย่างแท้จริง ไม่ได้ต้องการเพียงกระดาษไปติดข้างฝา จะเห็นได้ว่าไม่มีระบบตัวใหนต้องไปขอการรับรองที่ใหนเลย ยกเว้น TQA แต่
คุณจะไม่เข้าประกวดก็ได้

          ย้ำอีกทีครับว่าถ้าจริงใจกับพวกมัน พวกมันรักคุณสุดหัวใจเลย



         

 
  qms11 ขึ้นข้างบน                        
                             
ขอขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมชม
สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์. พ.ศ. 2537