ที่ปรึกษา iso14000      

Process Capability (ความสามารถของกระบวนการ)

 
  กลับหน้าระบบบริหาร          
 

                   หัวข้อที่จะคุยกันนี้ส่วนใหญ่ก็คงจะจำกัดอยู่ในแวดวงวิศวกรฝ่ายผลิต ฝ่ายวิศวกรรม หรือผู้สนใจบางส่วนที่อยู่ในโรงงานอุตสาหกรรม หรือไม่ก็
ทีมงานที่ถูกใช้ให้ทำหน้าที่วิเคราะห์กระบวนการเท่านั้น พนักงานทั่วไป หรือบุคคลทั่วไปคงไม่ได้ใช้ของพวกนี้มากนัก เหตุผลก็เพราะว่าการใช้งานมักมุ่งไป
ที่กลุ่มคนดังกล่าวที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการโดยตรง ซึ่งอาจเป็นกระบวนการที่ทำงานจากเครื่องจักร หรืออื่นๆ คนอื่นคงจะมาค่อยได้ใช้ 

          ชื่อของหัวข้อก็บอกแล้วว่าเป็นเรื่องของความสามารถของกระบวนการ ก็เป็นการศึกษาว่ากระบวนการมีความสามารถหรือไม่ในการที่จะสร้างผลผลิต
ตามที่เราต้องการและสามารถที่จะดำเนินซ้ำๆต่อไปได้  ก่อนที่จะเข้าไปที่เรื่องความสามารถของกระบวนการนี้ได้ จะต้องทำความเข้าใจประเด็นต่างๆเหล่านี้pro11
เสียก่อนครับ

          ประการที่ 1 คุณต้องเข้าใจเรื่องของความผันแปร 2 ประเภทคือความผันแปรที่เกิดจาก สาเหตุธรรมดา (Common Causes) และความผันแปรที่เกิด จาดสาเหตุผิดธรรมดา หรือสาเหตุที่นำเข้าไปใส่ไว้ (Special or Assignable Causes) เสียก่อน ไม่เข้าใจ หรือไม่รู้เรื่องก็ไปอ่านในเรื่อง ฮีสโตแกรม ก่อน ครับ

          ประการที่ 2 คุณต้องเข้าใจลักษณะของกระบวนการ 2 ลักษณะคือ การควบคุมกระบวนการ และความสามารถของ
กระบวนการ สิ่งที่ต้องดูกันก่อนคือกระบวนการอยู่ในความควบคุมหรือไม่ หากไม่อยู่ในความควบคุม ก็ไปจัดการให้มันอยู่ใน
ความควบคุมเสียก่อน แล้วถึงค่อยมาว่ากันเรื่องความสามารถของกระบวนการ เพราะหากกระบวนการไม่อยู่ในความควบคุม
คุณจะไปพูดเรื่องความสามารถมันก็หลงทางเปล่าๆ

          เปรียบเหมือนคนคนหนึ่งที่เขาอาจมีความสามารถที่จะทำงานทำการได้ดี เวลาคุณจะวัดความสามารถของเขา เขาเองจะต้องอยู่ในสภาพที่ควบคุม
ตัวเองได้ หมายความว่าคนคนนี้อาจติดเหล้า เวลาเมาไม่ถือว่าอยู่ในความควบคุม คุณจะวัดความสามารถของเขาก็จะไม่รู้เรื่อง ให้หายเมาก่อนแล้วค่อยมาดู
กัน

          ประการที่ 3 เวลาที่เราจะวิเคราะห์กระบวนการเราต้องมั่นใจว่ากระบวนการของเราตกอยู่ในเส้นโค้งปกติ นั่นคือกระบวนการเป็นปกติ เหมือนคนที่
อารมณ์ปกติ ไม่โกรธ ไม่โมโห หรือเศร้าเสียใจเรื่องอะไรอยู่ ให้เป็นปกติเสียก่อนถึงค่อยมาดูความสามารถกัน ดังนั้นเวลาจะพูดเรื่องนี้เราจะหยิบยกเอามาแต่
กระบวนการที่อยู่ภายใต้เส้นโค้งปกติเท่านั้น รูปเบี้ยวๆบูดไม่เอามาดูหรอกครับ ไปทำให้มันหายเบี้ยวเสียก่อน

รูปที่ 1 เป็นกระบวนการปกติ ค่าที่วัดได้จะตกอยู่ในช่วงขีดจำกัดล่างของสเปค (Lower Specification Limit – LSL) และขีดจำกัดบนของสเปค (Upper
Specification Limit – USL)

pro1

รูปที่ 2 เป็นกระบวนการที่ไม่มีความสามารถ แต่อยู่ในความควบคุม เห็นได้ว่ากระบวนการเดินออกนอกสเปค แต่เรียบสม่ำเสมอ เหมือนคนอารมณ์เสีย แต่สติ
ดีเดินตรงทางดีไม่เมา

pro2

รูปที่ 3 เป็นกระบวนการที่มีความสามารถ แต่ไม่อยู่ในความควบคุม เห็นได้ว่ากระบวนการเดินอยู่ในสเปค แต่เป๋ไปเป๋มา ไปซ้ายทีขวาที เหมือนคนอารมณ์ดี
แต่อาจเมาเพราะเดินไม่ตรงทาง

pro3

รูปที่ 4 เป็นกระบวนการที่มีความสามารถ และอยู่ในความควบคุม เห็นได้ว่ากระบวนการเดินอยู่ในสเปค เดินตรงทางตลอด เหมือนคนอารมณ์ดี และสติดีด้วย
กระบวนการแบบนี้ใครๆก็อยากๆได้

pro4

รูปที่ 5 เป็นกระบวนการที่ไม่มีความสามารถ และไม่อยู่ในความควบคุม เห็นได้ว่ากระบวนการเดินออกนอกสเปค บ้าง ในสเปคบ้าง แถมเดินไม่ตรงทางอีก
ด้วย กระบวนการแบบนี้ความผันแปรสูง ไม่มีใครอยากได้

pro5

          ประเด็นของเราตอนนี้ต้องจัดการให้กระบวนการอยู่ในความควบคุมเสียก่อน คือให้มัเดินเรียบๆหน่อย อย่าเป๋ไป เป๋มา เมื่อได้ตามนี้แล้วจึงค่อยมาวัด
ว่ากระบวนการมีความสามารถหรือไม่

ในการวัดความสามารถของกระบวนการนิยมใช้ดัชนีชี้วัดที่เรียกว่า ดัชนีความสามารถ (Capability Index) ที่ใช้กันมากมี 3 ตัวคือ
- อัตราส่วนความสามารถ (Cr)
- ความสามารถของกระบวนการ (Cp)
- ความสามารถที่สัมพันธ์กับค่าเฉลี่ย (Cpk)

1  อัตราส่วนความสามารถ (Cr)

มีสูตรเป็น      

pro6

  1. ค่า Cr ควรมีค่ามากกว่า 0.75 จึงจะถือว่ากระบวนการมีความสามารถ

 

2 ความสามารถของกระบวนการ (Cp)
มีสูตรเป็น
    
pro7 

  1. Cp เป็นส่วนกลับของ Cr
  2. ค่า Cp ควรมีค่ามากกว่า 1.33 จึงจะถือว่ากระบวนการมีความสามารถ
  3. ค่า Cp เท่ากับ 1.0 - 1.33 กระบวนการมีความสามารถ แต่ต้องเฝ้าระวังเพราะมีค่าใกล้ 1.0
  4. ค่า Cp น้อยกว่า 1.0 กระบวนการไม่มีความสามารถ

การใช้ Cr และ Cp มีข้อเสียที่หากค่าเฉลี่ยไม่ได้อยู่ที่กึ่งกลาง (ค่าเฉลี่ยไม่ได้เป็นจุดเดียวกับจุดกึ่งกลางระหว่างค่าสูงสุดกับค่าต่ำสุด) แล้วการคำนวณค่าจะไม่แม่นยำ ทางแก้จึงให้ใช้ตัวที่ 3

3 ความสามารถที่สัมพันธ์กับค่าเฉลี่ย (Cpk)

Cpk เป็นดัชนีที่เหมาะที่สุดที่จะนำมาใช้

มีสูตรเป็น      

pro8     

โดยเลือกค่าที่น้อยกว่า

ความจริงยังมีดัชนีอีกหลายตัว แต่ที่ใช้จริงๆมากหน่อยก็ 3 ตัวข้างบน ตัวอื่นๆใช้ไม่มาก เช่น

Cpu ที่คู่กับ Cpl ซึ่งก็คือส่วนย่อยของ Cpk
Pp ที่ใช้คู่กับ Ppk เป็นดัชนีวัดความสามารถของกระบวนการในระยะยาว
Cpm กับ Ppm

pro9

pro10

          ในการใช้งานอาจนำไปเทียบกับ QC Story ก็ได้

1. คัดเลือกหัวข้อของปัญหา (Select improvement opportunity)
2. วิเคราะห์สถานภาพปัจจุบัน (Analyze current situation)
3. ชี้บ่งต้นต่อของปัญหา (Identify root causes)
4. คัดเลือกวิธีการแก้ปัญหาและวางแผนกิจกรรม (Select and plan solution)
5. นำกิจกรรมนำร่องลงปฏิบัติ (Implement pilot solution)
6. เฝ้าติดตาม และประเมินผลกิจกรรมที่ปฏิบัติ (Monitor results and evaluate solutions)
7. การกำหนดมาตรฐาน (Standardize)
8. กลับไปทำข้อ 1 ใหม่ (Recycle)

          การวิเคราะห์ความสามารถของกระบวนการจะเป็นกิจกรรมในขั้นตอนที่ 2 ก่อนที่จะไปใช้ผังก้างปลาในขั้นตอนที่ 3 เพื่อหาสาเหตุของการที่
กระบวนการไม่มีความสามารถ



         

 
  qms11 ขึ้นข้างบน                        
                             
ขอขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมชม
สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์. พ.ศ. 2537