ที่ปรึกษา iso14000      
ISO 14000 ระบบการบริหารสิ่งแวดล้อม
 
  กลับหน้าระบบบริหาร          
 

          เมื่อองค์กร หรือกิจการใดได้ทำ ISO 9000 ไปแล้วด้วยความมุ่งมั่น และจริงใจ คุณก็จะได้ระบบการบริหารจัดการองค์กรที่ยอดเยี่ยมที่เป็นสะพานตัว
หนึ่งให้สามารถเชื่อมไปสู่สิ่งที่ดีขึ้นกว่านั้นขึ้นไปอีก

          ตามปกติเมื่อระบบมัน work ดีแล้ว ผู้บริหารอาจเกิดอาการมันเขี้ยวอยากที่จะหาอะไรดีๆทำต่อไป ในความเป็นจริงการที่องค์กรวางระบบพวกนี้แม้จะ
เหมือนว่ามันเป็นการทำความดี แต่หลายคนก็ยังมีความคิดในเชิงลบว่าทำดีไปไม่เห็นจะมีประโยชน์อะไรมีแต่ทำให้เราเสียเปรียบชาวบ้าน ผมเองกลับไม่คิด
เช่นนั้น เพราะการทำดีนั้นมันสามารถที่จะเป็นเกราะป้องกันตัวเองได้เป็นอย่างดี เหมือนกับการที่องค์กรวางระบบที่ดีมันก็จะเกิดเป็นผลดีสะท้อนกลับมากา
องค์กรเอง

          โดยธรรมชาติของสรรพสิ่งปรมาจารย์สูงสุดของเราคือพระพุทธเจ้าท่านสอนไว้อย่างหนึ่งว่า “ทำสิ่งใดต้องได้สิ่งนั้น” นี่เป็นความจริง หรือ fact ขั้น
สูงสุด คุณปลูกมะม่วงคุณย่อมได้มะม่วง แต่หากบอกว่าคุณปลูกมะม่วงได้มากแล้วคุณต้องรวยนั้น มันเป็นคนละเรื่องเพราะมันอยู่คนละขั้นตอนกัน คุณปลูกiso 14000
มะม่วงมาก คุณก็ได้มะม่วงมาก แต่หากจะรวยได้นั้นมันต้องมีปัจจัยอื่นมาเสริมอีกมากมาย เช่นว่า คุณขายเป็นหรือไม่ คนเขากำลัง
นิยมมะม่วงพันธุ์ที่คุณปลูกหรือไม่ หรือมะม่วงที่คุณเอาไปขายนั้นมันได้ราคาดี หรือราคามันตกกันแน่ หากคุณทำได้ตรงกับ
ปัจจัยในทางบวกคุณก็อาจรวย เช่นเดียวกับการทำดี ที่บอกว่า ทำดีย่อมได้ดีนั้น ผมว่ามันเหมือนคำพูดปลอบใจเพื่อสอนให้คนทำดี แต่จริงๆแล้วมันยังต้องมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องอีกมากมายที่จะทำให้คุณได้ดี

          คุณเคยเป็นอย่างนี้ไหมครับ ทำงานก็มาก ผลงานก็เยอะ แต่ทำไมไม่ได้เลื่อนขั้นดีๆเหมือนคนอื่นเขา คุณก็เลยคิดว่าคำ
กล่าวที่ว่า ทำดีได้ดีนั้นมันไม่ จริง ผมยังมีความเห็นว่า การที่คุณทำงานมาก มีผลงานมาก นั้นเป็นการคิดเอาเองของคุณคน
เดียวว่าเป็นการทำดี โดยที่คุณไม่ได้ดูว่าในสิ่งแวดล้อมของคุณนั้น ใคร หรือปัจจัยที่สำคัญคืออะไรขององค์กรที่คุณกำลังทำงาน
อยู่ที่จะทำให้เกิดการเลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่งได้ เช่นว่า คนที่สามารถจะเลื่อนขั้นให้คุณได้นั้นเป็นผู้อำนวยการของคุณ ผู้อำนวยการคนนี้นิยมเรื่องผลงานเพียงครึ่งเดียว หรืออาจไม่ถึงครึ่ง ส่วนที่เหลือชอบบันเทิง ชอบคนเอาใจ และเล่นพรรค
เล่นพวก แบบนี้ให้คุณทำงานแทบตายโดยที่ไม่เคยเข้าไปสัมผัสเจ้านายคุณเลยก็คงยากที่จะได้เลื่อนขั้นง่ายๆ เรื่องพวกนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะสรุปกันง่ายๆหรอก
ครับ เพราะมันขึ้นกับเหตุปัจจัย

          หลักการมันจึงมีอยู่ว่า สิ่งที่คุณอยากนั้นมันออกไปจากใจของคุณคนเดียว แต่สิ่งที่มันจะเกิดขึ้นได้นั้นมันต้องอาศัยเหตุปัจจัยแวดล้อมที่อยู่ภายนอก
แล้วหลายๆอย่างเราก็ไปควบคุมมันไม่ได้ คุณทำได้เพียงว่า หากต้องการสิ่งใดก็ให้คิดค้นว่ามันมีเหตุปัจจัยอะไรบ้างที่จะทำให้เกิดสิ่งนั้นได้ แล้วคุณก็ทำให้
เกิดเหตุปัจจัยนั้นๆขึ้นมา คุณก็จะได้สิ่งที่ต้องการ แต่ควรระวังว่า ในการสร้างเหตุปัจจัยให้มันเกิดขึ้นอย่าให้มันเป็นไปในลักษณะที่จะกลายเป็นหอกกลับมา
ทำร้ายคุณเข้าภายหลัง

          เช่นกันเมื่อคุณทำ ISO 9000 จนได้ที่แล้ว ผู้บริหารแบบที่โลกต้องการเขาอาจต้องการหาสิ่งดีๆทำต่อไป สิ่งดีๆที่ว่านี้ก็คือการวางระบบเพื่อรักษา
สิ่งแวดล้อม ที่เป็นเรื่องของ ISO 14000 แต่อย่าเพิ่งไปคิดนะครับว่าการทำระบบที่ดีๆที่ช่วยสิ่งแวดล้อมนั้นมันจะส่งผลให้กิจการของคุณมีกำไรที่ดี

          การทำระบบ ISO 14000 ใหม่ ผลที่เกิดขึ้นมันตกอยู่กับคุณเองโดยไม่ต้องไปเรียกหาที่ไหน หากโรงงานของคุณปล่อยของเสียออกไป แล้วชุมชน
เขาจะว่าอย่างไร หน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบต่อประชาชนและอยากจะรับผิดชอบด้วยใจจริงเขาจะว่าอย่างไร คนที่เขาซื้อสินค้าและบริการจากคุณ
iso 14000_1 เมื่อได้ยินว่าโรงงานของคุณปล่อยของเสียแล้วไม่ยอมแก้ไข เอาเปรียบชาวบ้าน เขาอยากจะซื้อจากคุณไหม ตอบคำถามพวกนี้ได้จากใจจริงก็ถือว่าคุ้มแล้ว

          ในการวางระบบตามมาตรฐาน ISO 14000 นี้สิ่งที่คุณจะต้องทำคร่าวๆมีดังนี้คือ
- จัดตั้งทีมงานสิ่งแวดล้อม
- กำหนดนโยบายสิ่งแวดล้อม
- วางแผน โดยนำเอา ลักษณะปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental aspects) และกฎหมายมาพิจารณาประกอบ
- กำหนดวัตถุประสงค์ เป้าหมายและโครงการ

- จัดหาทรัพยากร
- กำหนดบทบาท ความรับผิดชอบและอำนาจหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้อง
- ฝึกอบรมด้านสมรรถนะ และจิตสำนึก
- สื่อสารเรื่องทั้งหมดออกไป
- จัดทำเอกสารแบบเดียวกันกับ ISO 9000
- ควบคุมเอกสาร
- ควบคุมการปฏิบัติงาน
- เตรียมความพร้อมและการตอบสนองสำหรับภาวะฉุกเฉิน
- ตรวจสอบและแก้ไข
- เฝ้าติดตามและตรวจวัด
- ประเมินความเป็นไปตามข้อกำหนด
- ปฏิบัติการแก้ไข และปฏิบัติการป้องกัน
- ควบคุมบันทึก
- ตรวจติดตามภายใน
- ประชุมทบทวนโดยฝ่ายบริหาร
- ขอการรับรอง

          ตัวเอกของเรื่องนี้คือเจ้าลักษณะปัญหาสิ่งแวดล้อม หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Aspect และที่ตามมาจากลักษณะปัญหาสิ่งแวดล้อมก็คือ ผลกระทบ
หรือ Impact ที่คุณจะต้องเข้าใจให้ชัดเจน หามันให้ได้ แล้วเทียบกับกฎหมายที่มีอยู่ คุณก็จะรู้ว่าคุณกำลังทำลายสิ่งแวดล้อมอยู่หรือไม่ ตัวอย่างเช่น

- ลักษณะปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นน้ำทิ้ง ผลกระทบก็จะเป็นแหล่งน้ำเสียหาย
- ลักษณะปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นการปล่อยแก๊ซพิษ ผลกระทบก็จะเป็นมลภาวะทางอากาศในเรื่องของความเป็นพิษ
- ลักษณะปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นการปล่อยตะกอนโลหะหนักสู่ดิน ผลกระทบก็จะเป็นแหล่งน้ำใต้ดินเป็นพิษ

          ขณะนี้ความตื่นตัวเรื่องภาวะโลกร้อนมีมาก จากการประชุมเรื่องภาวะโลกร้อนที่เดนมาร์กที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะที่ผมเขียนเรื่องนี้ก็ได้ขับเคี่ยวกัน
มากในเรื่องของการตั้งเป้าหมายในการลดการปล่อยแก๊ซคาร์บอนไดออกไซด์ และก็มาอีกแล้วครับผู้นำคือยุโรปอาจมีการจำกัดการนำเข้าสินค้าที่ประเทศต้น
ทางไม่มีมาตรการในการลดการปล่อยแก๊ซเรือนกระจกนี้ ไม่รู้ประเทศไทยได้เตรียมรับมือกับเรื่องนี้แค่ไหน ผมรู้สึกเป็นห่วงมากจริงๆกับสินค้าที่จะต้อง
ส่งออกไปที่ประเทศเหล่านี้ ซึ่งหากไม่มีตรารับรองในเรื่องของ carbon footprint อาจส่งไปขายไม่ได้ก็เป็นได้ แลผู้ที่จะได้รับความกระทบกระเทือนมากiso 14000_2
ที่สุดก็คือ SME ที่มีอยู่เป็นจำนวนมากมาย ลำพังแค่ตรา SR Mark ของกระทรวงพาณิชย์คงจะรับมือไม่ไหวหรอก ส่งเสริม carbon footprint ให้มากกว่านี้ อีกหน่อยดีกว่า และผมคงไม่ต้องตอบคำถามยอดฮิตคือ เป็นการกีดกันทางการค้าหรือไม่? เพราะได้
พูดเรื่องของ Supply Chain ไว้มากแล้วในเรื่องของ ISO 9000

          ไหนๆก็เอ่ยถึง carbon footprint – CF ไปแล้วก็อยากจะพูดถึงสักหน่อยว่ามันคืออะไร? คำว่า footprint แปลว่า “รอยเท้า”
เวลาคุณเดินป่า คุณ อาจจะพบรอยเท้าของสัตว์ป่า เช่า ช้าง หรือ เสือ แต่เมื่อเราพูดถึงคาร์บอน มันก็จะหมายถึงแก๊ซ
คาร์บอนไดออกไซด์ที่ว่าข้างต้น และแก๊ซเรือนกระจกทั้งหมดอีก 5 ตัวคือ มีเทน ไนตรัสอ๊อกไซด์ ไฮโรฟลูออโรคาร์บอนด์
ซัลเฟอร์เฮกซ่าฟลูออไรด์ และเปอร์ฟลูออโรคาร์บอนด์ ที่เป้นตัวการทั้งหมดที่ทำให้ โลกร้อน ตลอดวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์
และบริการ มีหน่วยวัดเรียกเป็น GWP ที่ย่อมาจาก Global Warming Potential ที่กำหนดออกมาโดยองค์กร Intergovernmental Panel on Climate
Change หรือ IPCC

          การสื่อข้อมูลของ carbon footprint ทำได้ผ่านทางการติดป้ายฉลากคาร์บอน หรืออาจเรียกเต็มๆได้ว่า ฉลากลดคาร์บอนด์ ที่มาจากคำ
ภาษาอังกฤษว่า carbon reduction label ไว้บนตัวผลิตภัณฑ์ ที่มีหน้าตาตามรูปข้างล่าง เนื้อที่ในที่นี้ไม่เหมาะที่จะขยายความเรื่องนี้ต่อไป ความจริงเรื่อง
พวกนี้ยังมีอีกมากมายคุยกันสามวันสามคืนไม่จบ ไหนจะเรื่องโลกร้อน ไหนจะเรื่องคาร์บอนเครดิต ไหนจะเรื่อง carbon footprint ที่ตามมาด้วย carbon
reduction label แล้วยังยาวไปถึง carbon certification หรือการรับรองคาร์บอน และ carbon certification standard หรือมาตรฐานการให้การรับรอง
ปริมาณคาร์บอน ที่คาดว่าน่าจะตามมาในอนาคต

          blog ต่อไปจะเป็นเรื่องของระบบอาชีวอนามัยละความปลอดภัย ก็เช่นเคย รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถดูได้ในหนังสือ “46 ระบบงานสร้างสรรค์องค์กรขึ้นสู่มาตรฐานสากล” ของสำนักพิมพ์ เดอะ เกรท มีเดีย ใครหาซื้อไม่ได้ก็ลองโทรไปที่สำนักพิมพ์ โทร 02-9133576 หรือที่ ผู้จัดจำหน่ายคือ ธนบรรณ หมายเลขโทรศัพท์ 027348270-1

 
  qms11 ขึ้นข้างบน                        
                             
ขอขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมชม
สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์. พ.ศ. 2537